สมพงษ์ วรรณภิญโญ-“ชีวิตผมอยู่กับความจริง”

สมพงษ์ วรรณภิญโญ ทีวี ธันเดอร์ tvt

กว่าจะเป็นผู้ผลิต content รายใหญ่ ทั้งรายการ เกมโชว์ ละคร ซีรีส์ ไปจนถึงสื่อออนไลน์ tvt หรือ ทีวี ธันเดอร์ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง นี่คือบทสัมภาษณ์ของ คุณสมพงษ์ วรรณภิญโญ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน)

อะไรคือความฝันวัยเด็ก ?

ผมเป็นคนที่ไม่มีความฝัน ผมอยู่ด้วยความจริงว่าทำอย่างไรให้อยู่บนโลกนี้ได้ เส้นทางที่จะเข้าอยู่ในวงการนี้จริง ๆ ไม่ได้ฝัน  คือ คิดว่าอยากที่จะทำมาหากินมากกว่าเรียน ณ ตอนนั้น เพราะว่าคิดว่าชีวิตต้องดำรงอยู่ได้ด้วยคนที่มีวิชาชีพ มีอาชีพ มีรายได้ จึงจะทำให้ชีวิตยืนอยู่ได้ จนเราลืมคิดไปว่าความรู้พวกนั้นเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้ชีวิตเราก้าวเดินได้” 

ในช่วงวัยรุ่นเคยค้นหาตัวเองบ้างไหม

“ผมเป็นคนที่ไม่มีชีวิตวัยรุ่น มีแต่ช่วงชีวิตที่เป็นเด็กและเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เลย จากการทำงานตั้งแต่เด็ก ตอนอายุประมาณ 17-18 ปี ผมเริ่มจากการเป็นพนักงานขาย และมีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในการจัดรายการวิทยุ ซึ่งผมมีไอดอลที่ชื่นชอบเป็นนักจัดรายการวิทยุ คือ คุณกุลชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นผู้มีความครีเอท ไอเดียดี เขียนโฆษณาเก่ง และมีน้ำเสียงเพราะ ซึ่งหาคนเก่งแบบนี้ในสมัยนี้ยาก นั่นคือเส้นทางการเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนักจัดรายการวิทยุของผม แต่ต้องบอกว่าเส้นทางของผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราต้องลองผิดลองถูก คลุกคลี กินนอนเรียนรู้อยู่ในสถานี โดยเนื้อแท้ของผมเป็นคนชอบฟังเพลง ชอบเสียงเพลงแล้วก็คิดวิธีการว่าจะเอาเพลงมาหากินได้อย่างไร เลยเริ่มจากการเป็นนักจัดรายการวิทยุ นี่แหละเป็นจุดที่ทำให้เกิดเป็นธุรกิจ ซึ่งผมใช้เวลาประมาณ 4 ปี ลองผิดลองถูกถึงจะเริ่มตั้งหลักกับอาชีพนี้ได้และมีลูกค้าที่เชื่อถือเรา จนมีชื่อเสียง มีรายได้ การจัดรายการวิทยุจะต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่ติดตัวมาไม่ใช่อยู่ ๆ เข้ามาแล้วก็ทำได้ เช่น จะต้องมีจินตนาการในการพูด และรู้ว่าพูดอย่างไรให้ผู้ฟังชื่นชอบในน้ำเสียงลีลา อันนี้ผมว่าธรรมชาติต้องส่งเสริมด้วยนะ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เกิดเพราะนักจัดรายการก็มีมากมาย แต่ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เดินทางมาจนประสบความสำเร็จ”

tvt สมพงษ์ วรรณภิญโญ

คำว่าความสำเร็จ ณ เวลานั้นตรงไหนเรียกว่าความสำเร็จ ?

“ชื่อเสียงและรายได้จากการประกอบการที่ทำให้เราสำเร็จ”

ตอนนั้นใช้ชื่อผู้จัดว่า สมพงษ์ เลยไหม ?

“ใช้ชื่อ สมพงษ์ ชื่อเดิม แต่นามสกุลใช้ วิศิษฐ์วานิชย์  เป็นนามแฝง”

ทำไมถึงตัดสินใจเปลี่ยนจากวิทยุมาเป็นโทรทัศน์ ?

“วิทยุมันมีข้อจำกัดอยู่ว่าเราอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เราได้เรียนรู้มาพอสมควรเข้าใจแล้วว่าจะพูดอย่างไร จะหากินกับมันได้อย่างไร ทีนี้ก็ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ไปมากกว่านี้แล้ว เราก็สงสัยว่าจะมีอะไรที่กว้างกว่านี้   ซึ่งก็มีโทรทัศน์ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผมเข้ามาในวงการโทรทัศน์  โทรทัศน์เริ่มเปลี่ยนจากภาพขาว-ดำเป็นภาพสี และเป็นที่นิยมมากขึ้นจากแต่ก่อนที่วิทยุได้รับความนิยมมากกว่า ซึ่งโทรทัศน์สามารถตอบโจทย์คนดูได้รวดเร็วทันใจมากกว่า เพราะเห็นทั้งภาพและเสียง จนได้มีการนำโฆษณาสินค้าที่ออกวิทยุ Spot โฆษณาที่เราถนัดและเขียนจนประสบความสำเร็จมาออกโทรทัศน์ ก็เลยได้รู้จักกับเพื่อนที่ทำโทรทัศน์และตัดสินใจทำบริษัทโฆษณาร่วมกัน ซึ่งในตอนแรกก็ยังติดขัด เพราะวิทยุกับโทรทัศน์ค่อนข้างต่างกัน งานวิทยุสามารถเบ็ดเสร็จได้ในคนเดียว แต่โทรทัศน์นั้นมีหลายฝ่าย หลายแผนกต้องมีการคิดงานร่วมกัน ออกมาให้ตรงกัน และออกมาดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งต้องแก้ไขหรือบางทีอาจจะต้องยุบไปเลยถ้าไม่สำเร็จ ต้องมีการดูตัวอย่างรายการของต่างประเทศมาเป็นแบบอย่างก็มี รายการที่เคยทำสำเร็จก็คือ รายการพลิกล็อค จากนั้นถึงจุด ๆ หนึ่งเริ่มแยกออกมาทำกันเอง นอกจากนี้ช่วงที่ทำบริษัทโฆษณาก็ยังทำบริษัทค่ายเพลงด้วย ชื่อว่าบริษัท คีตา เรคคอร์ดส แต่ด้วยความที่วงการเพลงไม่รุ่งเรืองเหมือนก่อนคนไม่เคารพกฎหมายมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ผู้ลงทุนวงการเพลงไม่ประสบผลสำเร็จ”

พอมาทำ TV THUNDER งานแรก ๆ ที่ทำเป็นผลิตรายการประเภทไหน ?

“เป็นรายการเกมส์โชว์ ชื่อว่า Only One Sunday ออกอากาศวันอาทิตย์ทางช่อง 3  ต่อมาก็คือ รายการ Master Key ที่ออกอากาศทุกวัน จนถึงทุกวันนี้ประมาณ 20 กว่าปีได้แล้ว รวมถึงรายการและละครอีกหลายๆ เรื่อง”

ในธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ความท้าทายมันอยู่ตรงไหน ?

 “รายการเกมส์โชว์ รายการละคร คนทำไม่เหมือนกัน เขาจะเข้าใจต่างกัน มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ถูกแยกแขนง  แยกกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่าคนทำโทรทัศน์จะทำได้ทุกอย่าง ต้องดูด้วยว่าทำแล้วสำเร็จหรือเปล่า ทำแล้วไม่สำเร็จถือว่าได้ทำแต่ยังเข้าไม่ถึง ทำแล้วประสบความสำเร็จและเข้าถึง ถึงจะอยู่ได้ไม่ว่าจะเกมส์โชว์ วาไรตี้โชว์ ละคร สิ่งเหล่านี้ TV THUNDER ได้เคยประสบความสำเร็จมาหลายรายการ แต่ที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มี เดี๋ยวนี้โลกมีการพัฒนาไปไกล หลายรายการประสบความสำเร็จจากการซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาทำ อย่างของ TV THUNDER คือรายการ Take Me Out Thailand และรายการ THE PRICE IS RIGHT THAILAND  ราคาพารวย ส่วนละครก็มีหลายเรื่องแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้มีละครอย่างเดียวรวมถึงซีรีส์ที่เป็นซีรีส์วายด้วยครับ”

สมพงษ์ วรรณภิญโญ tvt

ฝั่งผู้ผลิตทีมงาน คนดู สปอนเซอร์ ส่วนไหนที่ท้าทายมากที่สุดแล้วเราแก้ปัญหาอย่างไร

จริง ๆ ต้องเพิ่มอีกอย่างที่ลืมไม่ได้เลยนั่น คือ สถานี สมัยก่อนมีน้อย สมัยนี้มีสถานีเยอะ ความสำคัญก็เปลี่ยนไป สมัยก่อนมีน้อยก็สำคัญมาก สมัยนี้มีมากก็สำคัญน้อยลง เพราะว่ามีหลายช่องประชาชนก็มีทางเลือกมากขึ้นในการที่จะเลือกชมในสิ่งที่ต้องการ เพราะสมัยก่อนหลังข่าวคุณจะไม่มีโอกาสได้ดูอย่างอื่นนอกจากละคร เดี๋ยวนี้หลังข่าวคุณมีโอกาสเลือกดูได้ทั้ง ละคร ข่าว เกมส์โชว์ วาไรตี้โชว์ ถือว่าประชาชนคนดูได้กำไรไม่ถูกบังคับ แต่สำหรับคนทำงานก็ยากขึ้น เนื่องจากว่าสปอนเซอร์งบมีอยู่จำนวนจำกัด เปรียบเหมือนเค้กก้อนหนึ่งที่เคยแบ่งกัน 4 ช่อง เดี๋ยวนี้ต้องแบ่งเกือบ 20 ช่อง ดังนั้นเค้กก็จะก้อนเล็กลง การทำมาหากินก็ยากขึ้น การแข่งขันสูง แต่เราเป็นแพลตฟอร์มผู้สร้างคอนเทนต์ คอนเทนต์เราไปได้หลายแพลตฟอร์ม ทั้งทาง Online ,Offline, Free TV , OTT เพราะฉะนั้นคนสร้างคอนเทนต์จะยังคงมีงานอยู่ แต่สิ่งที่คุณทำต้องดี ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีใครต้อนรับคุณ ธุรกิจคุณก็จะไปไม่ได้”

ใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตประสบความสำเร็จ เด็กรุ่นใหม่เรียนจบแล้วอยากประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน มีไอเดียตรงนี้ว่าอย่างไร?

 “ผมว่าเรียนจบมันเป็นปฐมบทให้รู้ว่า พูด ฟัง เห็น เข้าใจได้ระดับหนึ่ง เพื่อไปสู่สายอาชีพนั้นยังไม่พอต้องมาฝึกงานและเรียนรู้อีกสักระยะหนึ่ง ถึงจะรู้ว่าเราทำได้หรือไม่ได้ คือ ต้องค้นหาตัวเองก่อน การจบทางด้านนี้มาก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ทุกคน เช่น คนที่เรียนสถาปัตถ์ออกแบบบ้าน แต่มาออกแบบรายการก็มี ไม่มีสูตรสำเร็จ อยู่ที่ตัวคุณว่าคุณเข้าใจหรือเปล่าในสิ่งที่คุณกำลังจะทำ ผมก็ไม่ได้จบทางด้านนี้มา แต่ผมเรียนรู้ว่าผมอยากจะทำและผมก็เอาชนะมันได้”

ถ้าจะฝากถึงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ธุรกิจผลิตคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็น Podcast วิทยุ หรือรายการทางออนไลน์และออฟไลน์ อยากจะฝากอะไรถึงเด็กและอยากเห็นเด็กลักษณะไหนที่เหมาะกับการมาทำงานหรือฝึกงานกับ TV THUNDER ?

“ผมว่าทุกคนมีดีแต่ต้องหาดีในตัวเองให้เจอซะก่อน หลังจากเจอตัวเองแล้วถึงจะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดพอตัวเองถนัดแล้วทำได้ดี สิ่งนั้นก็จะทำให้คุณสามารถเลี้ยงชีพคุณได้ ทำให้เติบใหญ่ได้ สามารถสร้างครอบครัวและให้ครอบครัวพึ่งพาได้ ผมว่าอาชีพไม่มีสูตรสำเร็จ ซึ่งคงต้องใช้เวลาค้นหาว่าจะทำได้หรือไม่ได้ ผมว่าต้องมีความฉลาดและอดทนเพราะคนสมัยนี้ไม่ค่อยอดทน คนสมัยก่อนมีความอดทนมากเพราะมีทางเลือกน้อย เลยต้องทนเพื่อที่จะเรียนรู้เอาชนะมันให้ได้ คนยุคใหม่ผมว่าเก่งนะ แต่ยังไม่มีความอดทนเท่าที่ควร การจะเริ่มธุรกิจต้องเริ่มจากตัวคุณเอง คุณต้องจัดการตัวเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปจัดการทำธุรกิจให้สำเร็จได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่สามารถทำคนเดียวได้ เหมือนเจดีย์ที่ต้องมีฐานรองรับที่แข็งแรงคุณถึงจะดำรงอยู่ต่อไปได้ บริวารของเราต้องโอเคนะ ผมคนหนึ่งไม่สามารถทำเองได้หมด มีภรรยา ครอบครัว และผู้ร่วมงานช่วยกันสร้าง ผมไม่ได้สำเร็จได้ด้วยตัวผมคนเดียว เรียกว่า มีพาร์ทเนอร์ชีวิตและทีมเวิร์คในการทำธุรกิจ”

Total Page Visits: 501 - Today Page Visits: 3

One thought on “สมพงษ์ วรรณภิญโญ-“ชีวิตผมอยู่กับความจริง””

Comments are closed.