โปรโมทสินค้าทางสื่อทีวี ด้วย Content Solution

โปรโมทสินค้า สื่อโทรทัศน์

แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ จะเติบโตขึ้นอย่างมากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อโทรทัศน์ ยังคงเป็นช่องทางที่ทรงอิทธิพลสำหรับการโปรโมทสินค้า หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับธูรกิจ เพราะนอกจากจะนำเสนอผ่านโทรทัศน์แบบดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ช่องทางต่าง ๆ ได้อีกมาก

ลองมาฟังความเห็นของ ณฐกฤต วรรณภิญโญ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ในตำแหน่ง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) ถึงการแยกแยะความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม และวิธีการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางที่เหมาะสม

ณฐกฤต วรรณภิญโญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TV Thunder (TVT)
ณฐกฤต วรรณภิญโญ

รูปแบบการให้บริการลูกค้า  

“ลูกค้าของเราปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือลูกค้าที่ต้องการแพล็ตฟอร์มทั้ง TV และ OTT ส่วนใหญ่จะทำธุรกิจเรื่อง ช่องทาง ที่ต้องการคอนเทนต์ให้ไปอยู่ในแพล็ตฟอร์ม เพื่อนำไปใช้งานให้เกิดมูลค่า เราคือ Content Provider หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ ที่ทำให้เกิด ชุมชนนั้นให้ลูกค้า   

ทีวี ธันเดอร์เราเริ่มจากการทำคอนเทนต์แบบมืออาชีพ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่อาจจะใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง คือ พวกรายการ และ ดราม่าซีรีส์ พอในปัจจุบันมี Youtuber มีแพล็ตฟอร์มใหม่ ๆ เข้ามาความต้องการคอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ก็มีมากขึ้น เช่น Vlog ทางทีวี ธันเดอร์ ก็ทำด้วยเช่นกัน นี่คือลูกค้ากลุ่มแรกที่ทำงานกับเรา TV และ OTT ยังคงต้องการคอนเทนต์แบบมืออาชีพอยู่ แต่ก็จะมีบางส่วนที่เราเริ่มทำคอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ 

คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้จักทีวี ธันเดอร์ เพราะเราทำคอนเทนต์เกือบทุกรูปแบบ ส่วนลูกค้าแบบที่สองคือ เอเจนซี่โฆษณาหรือแบรนด์เจ้าของสินค้า ส่วนใหญ่จะใช้คอนเทนต์ที่เราทำเพื่อนำสินค้าเข้ามาสอดแทรกในรายการ (Blend) ใช้สื่อบันเทิงเป็นสื่อกลางนำพาไปเชื่อมกับลูกค้าที่ดูรายการของเรา ส่วนใหญ่เอเจนซี่ทำงานกับเรามานาน ทุกคนจะรู้ว่าทีวี ธันเดอร์ มีลายมือแบบไหน เราทำอะไรได้บ้าง ”   

วิธีโปรโมทสินค้าในรายการต่าง ๆ

“ถ้าพูดตามหลักการก็จะมีตั้งแต่การเพิ่มการมองเห็น เช่น ในสมัยก่อนรายการเกมโชว์จะมีป้ายต่าง ๆ เปิดป้ายให้เห็นโลโก้ไม่เห็นตัวสินค้า ต่อมาเริ่มมีการไทต์ขอิน (tie-in) เห็นตัวสินค้า ซึ่งในปัจจุบันมีการพูดสรรพคุณขายเพื่อขายสินค้าแบบตรง ๆ เรียกว่ามีเลเวลที่พัฒนามากขึ้น Soft Sale จนถึง Hard Sale เรามีทั้ง 3 รูปแบบ”

ส่วนใหญ่แล้วช่วงรายการจะมีเรทติ้งที่สูงกว่าช่วงโฆษณา ทำให้ตัวสินค้าต้องอาศัยตัวรายการและ Blend เข้ามาให้อยู่ในเนื้อหา ทำให้แบรนด์และ เอเจนซี่เชื่อว่าจะได้รับผลตอบรับและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เกิดการตระหนักรู้ในตัวสินค้า จนทำให้ลูกค้าเริ่มเกิดความสนใจในตัวแบรนด์

การปรับตัวสู่สังคม Online

“เราปรับเยอะมากเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนองค์กรไม่มี Facebook , YouTube ที่เป็น Official ทำให้ต้องมีการปรับตัว ในช่วงแรกจะเป็นในเชิงให้ข้อมูลข่าวสาร (Informative) คือ ในทีวีเป็นอย่างไรก็จะเอามาลงในสื่อออนไลน์อย่างนั้น ต่อมาปรับขั้นที่ 2 เมื่อโซเชียลมีเดีย เริ่มมีอิทธิพลในการสร้างรายได้มากขึ้นเราจึงเริ่มใส่ใจและดัดแปลงคอนเทนต์ของเราให้เหมาะ เพื่อให้ถูกใจกับกลุ่มคนในออนไลน์ และสุดท้ายปรับขั้นที่ 3 คือ ทำคอนเทนต์ที่มีเฉพาะบน Social Media หรือ ที่เรียกว่า Original Content บน YouTube และ Facebook ก็คือทั้งหมดทั้งมวลมีการปรับตัวมาประมาณทั้งหมด 3 รอบ เพื่อให้เข้ากับสังคมลูกค้าในปัจจุบัน ”

โปรโมทสินค้า ทีวี ธันเดอร์

ให้มากกว่าที่ลูกค้าคิด

“สำหรับเราคิดว่า ปัจจุบันมีกลยุทธ์มากขึ้นนอกจะใช้กับคอนเทนต์แล้ว เมื่อลูกค้าเข้ามาเราจะต้องเข้าใจจริง ๆ ว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไร เราอยู่ในธุรกิจสื่อ เราคือ “ผู้สื่อสาร” เราต้องรู้สิ่งที่ลูกค้าต้องการจะสื่อสาร ต้องตีความให้ได้ชัดเจนว่าลูกค้ามี Planning อะไรในใจ ทำอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ลูกค้า เหมือนคำที่ผมใช้ว่า “ผมอยากขาย Solution ให้ลูกค้า ผมไม่ได้อยากขายคอนเทนต์ แปลว่า ในการที่ลูกค้าซื้อคอนเทนต์ของผมต้องช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ” เพราะฉะนั้นในเชิงของการตลาดจะมีขั้นตอนเยอะมาก คนที่ทำคอนเทนต์จึงต้องเข้าใจและพูดภาษาเดียวกับลูกค้า รู้ว่าเราช่วยอะไรลูกค้าได้บ้างไม่ใช่เพียงแค่การสร้างการรับรู้ในตราสินค้า เราต้องรู้ถึงความต้องการลึก ๆ ว่าลูกค้าต้องการอะไรและสามารถนำพาร์ทของคอนเทนต์ที่เราทำไปต่อยอดได้”

คุณจ๊อบ ทีวี ธันเดอร์

ก้าวสู่การวางกลยุทธ์ให้ลูกค้า

“ต้องบอกว่า กลุ่มเป้าหมายค่อนข้างแยกออกชัดเจนระหว่าง TV และ Online เพราะฉะนั้นทำให้แต่ละคอนเทนต์ค่อนข้างแตกต่างกัน ยกเว้นแต่เป็นกระแสที่ผู้บริโภคหรือผู้ชมสนใจเรื่องเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนี้ทำให้การทำงานยากขึ้น สำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ในการกะเกณฑ์ สิ่งที่ทีวี ธันเดอร์ ทำคือ อย่างที่บอกว่าเราทำแบบมีกลยุทธ์มากขึ้น พอเทคโนโลยีทำให้แพล็ตฟอร์มถูกแตกแขนงมีการแบ่งสัดส่วนทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น คนดูมีตัวเลือกในการดูเพิ่มมากขึ้น และมีการจับกลุ่มตามความสนใจ เราจึงต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ต้องรู้ว่าเรากำลังสื่อสารกับใคร ต้องรู้จริง ๆ ว่าเขาชอบดูไม่ชอบดูอะไร ถึงจะผลิตคอนเทนต์นั้นออกมา ง่าย ๆ คือต้องมีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ส่วนที่เหลือคือ ทำให้เขาสนุก ทำให้เขารู้สึก และอยากดูต่อ ถ้าในอนาคตคอนเทนต์ยังคงเป็นเหมือนปัจจุบันเราก็คงทำแบบนี้ต่อไป…ทำให้มีกลยุทธ์”

Total Page Visits: 72 - Today Page Visits: 1